แผลเป็น

เรื่อง “แผลเป็น” มีคนจำนวนมากถามหาผลิตภัณฑ์หรือยาที่จะช่วยให้แผลเป็นมีสีจางลง และแบนราบ ไม่เป็นสีเข้มหรือนูนเด่น จนมีผลต่อความสวยความงามของร่างกาย
รอยแผลเป็น เกิดได้อย่างไร
แผลเป็นเกิดจากกระบวนการรักษาแผลที่เกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อ มีการสร้างเนื้อเยื่อซึ่งเป็นคอลลาเจน (collagen) มาทดแทนเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายไป เป็นกระบวนการสมานรักษาแผลตามธรรมชาติ และเมื่อแผลหายดีแล้ว ก็ทิ้งรอยแผลเป็นไว้เป็นหลักฐาน ณ บริเวณที่เกิดแผล
แผลที่มักทำให้เกิดรอยแผลเป็น ได้แก่ แผลผ่าตัด แผลจากอุบัติเหตุ แผลไฟไหม้ แผลสิว แผลจากโรคสุกใส เป็นต้น 
รอยแผลเป็นที่เห็นกันทั่วไปจะเป็นรอยแผลเป็นที่ผิวหนังภายนอกเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงรอยแผลเป็นเกิดขึ้นได้กับอวัยวะภายในได้ด้วยเช่นกัน
   
ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดแผลเป็น
โอกาสเกิดรอยแผลเป็นในแต่ละคนได้มากน้อยขึ้นอยู่กับ ๒ ขั้นตอน 
๑. ขั้นตอนการเกิดแผลเป็น  มีความรุนแรงของแผลหรือการฉีกขาดของเนื้อเยื่อว่า ตื้นลึกเพียงใด
๒. ขั้นตอนการรักษาแผลให้หาย มีการดูแลรักษาแผลอย่างไร 
ถ้าเกิดบาดแผลเพียงผิวๆ เล็กๆ น้อยๆ เช่น ในระดับของหนังกำพร้า ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นบางๆ ชั้นนอกสุด เมื่อแผลหายดีแล้วก็อาจทำให้เกิดแผลเป็นเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเมื่อทิ้งไว้สักระยะหนึ่งรอยแผลเป็นก็จะจางหายไปได้เอง หรืออาจจะไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นเลยก็เป็นได้ 
แต่ถ้าบาดแผลหรือการฉีกขาดเจาะลึกลงถึงชั้นหนังแท้หรือลึกกว่านั้น เช่น บาดแผลลึกจนถึงชั้นของกล้ามเนื้อ กระดูก เป็นต้น แผลเหล่านี้เมื่อหายดีแล้ว ก็อาจทิ้งรอยแผลเป็นไว้เป็นที่ระลึกได้ 
อีกประเด็นหนึ่ง คือการดูแลรักษาแผล ถ้ามีการดูแลรักษาที่ดี และทำให้แผลหายเร็ว รอยแผลเป็นก็จะลดน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับการดูแลรักษาที่ไม่ดี มีความสกปรก และแผลหายช้า
ธรรมชาติของรอยแผลเป็น
เมื่อแผลหายเป็นปกติแล้ว มักจะทิ้งรอยแผลเป็นที่มีลักษณะเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลและนูนขึ้น แต่เมื่อปล่อยทิ้งไว้กระบวนการตามธรรมชาติจะช่วยให้รอยแผลเป็นจางลงพร้อมทั้งแบนราบลงได้เอง หลังจากนั้นประมาณ ๑-๒ ปีเป็นต้นไป ยกเว้นในบางกรณีที่รอยแผลเป็นอาจมีอาการคันและเจ็บปวดได้
นอกจากนี้ ยังพบว่าในเด็กโอกาสที่จะเกิดแผลเป็นได้น้อยกว่าในผู้ใหญ่ โดยพบว่าในวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์จะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้บ่อยกว่าในวัยอื่นๆ ในเพศหญิงจะมีโอกาสการเกิดแผลเป็นได้บ่อยและมากกว่าในเพศชาย ในคนผิวคล้ำจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้บ่อยและรุนแรงกว่าคนผิวขาว และผู้ที่มีประวัติเคยเกิดแผลเป็นและมีประวัติของครอบครัวเกิดแผลเป็นจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้มากกว่าผู้ที่ไม่เคยมีประวัติดังกล่าว
ชนิดของแผลเป็น
รอยแผลเป็นมีมากมายหลายชนิด แต่ที่เป็นปัญหาหลักๆ จะมี ๒ ชนิดใหญ่ ดังนี้
๑. รอยแผลเป็นนูนหนา (Hypertrophic scar)คือ แผลเป็นที่มีสีแดงและนูนขึ้นมาจากผิวหนังปกติ แต่ยังอยู่ในขอบเขตของรอยแผลที่เกิดจากการบาดเจ็บหรือฉีกขาดของแผลเดิม แผลเป็นชนิดนี้เกิดจาการสร้างคอลลาเจนมากเกินไป และมักไม่ขยายกว้างขึ้นเกิดจากรอยโรคเดิม
๒. คีลอยด์ (Keloid) คือ แผลเป็นที่มีอาการนูนและแดงคล้ายกับรอยแผลเป็นนูนหนา แต่มีความผิดปกติทำให้เกิดการขยายตัวกว้างขึ้นเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบๆ รอยโรคของแผลตอนแรกเริ่ม
   
การป้องกันแผลเป็น
สิ่งสำคัญอย่างแรกในการลดแผลเป็นคือ ควรลดสาเหตุและระดับความรุนแรงของการเกิดแผล แต่ในกรณีที่เกิดแผลขึ้นแล้ว ควรดูแลรักษาทำความสะอาดแผลอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อให้แผลหายเร็วที่สุด ยิ่งแผลหายเร็วเท่าใดโอกาสการเกิดแผลเป็นก็จะน้อยหรือเบาบางลงเท่านั้น
ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการหายของแผล ได้แก่ อายุ ยาคอร์ติโคสตีรอยด์ การขาดอาหาร การสูบบุหรี่ อุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรดด่าง และออกซิเจน โดยพบว่าแผลจะหายได้ดีขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิที่อบอุ่นได้ดีกว่าอากาศเย็น ความชื้น ความเป็นกรดด่าง ๗.๔ และออกซิเจนจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นเช่นกัน
   
ทำอย่างไรให้แผลหายเร็ว
ดังนั้น ในการรักษาแผลจึงควรรักษาสภาวะแวดล้อมและความสะอาดของแผลให้เหมาะสม มีอุณหภูมิที่อบอุ่น มีความชื้นเพียงพอ ความเป็นกรดด่าง และออกซิเจน เหมาะสมและเพียงพอ เพื่อช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น
สำหรับการดูแลแผลเล็กๆ น้อยๆ เบื้องต้น เริ่มต้นการล้างหรือเช็ดทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยการปิดทำแผลโดยปราศจากเชื้อ ไม่แนะนำให้ใช้แอลกอฮอล์หรือยาฆ่าเชื้อ เช่น โพรวิโดนไอโอดีน เพราะส่งผลเสียต่อการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายช้า
ส่วนชนิดของแผลที่ควรแนะนำไปพบแพทย์ ได้แก่ แผลที่เลือดไหลไม่หยุด แผลขนาดใหญ่หรือแผลลึกมาก แผลที่เกิดจากแมลงพิษกัด แผลบริเวณข้อต่อหรือข้อพับ และแผลที่แดง อักเสบ และปวดรุนแรงหรือเป็นหนอง เป็นต้น ซึ่งมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้ 
ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลร้ายต่อการหายของแผลคือ การสูบบุหรี่ การขาดวิตามินซี และธาตุสังกะสี ซึ่งควรรักษาระดับวิตามินซี และสังกะสีให้อยู่ในระดับปกติ ในทางตรงกันข้ามการได้รับวิตามินซี และสังกะสีในขนาดสูงหรือปริมาณมากเกินกว่าความต้องการของร่างกายก็ไม่ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น 
นอกจากนี้ การเกิดแผลเป็นอาจลดลง ถ้าให้ปากแผลแนบสนิทกันพร้อมทั้งลดแรงตึงต่อแผลลง
    
การรักษารอยแผลเป็น
ในท้องตลาดมีผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่นำมาเพื่อใช้รักษาหรือลดขนาดของแผลเป็นให้ลดน้อยลง เช่น การผ่าตัด การฉีดยาคอร์ติโคสตีรอยด์ การฉายรังสี การใช้ความเย็น การรักษาด้วยเจลซิลิโคน (silicone gel) ครีมวิตามินอี ยาครีมบางชนิด การปล่อยให้ดีขึ้นเอง เป็นต้น 
อย่างไรก็ดี วิธีการรักษาแผลเป็นส่วนใหญ่มักไม่มีเอกสารทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือเพียงพอว่าได้ผลดี 
ตามแนวทางการดูแลรอยแผลเป็น ของ The International Clinical Guidelines for Scar Management 2002 ได้สรุปไว้ว่า การรักษาแผลเป็นที่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือเพียงพอ มีเพียง ๒ วิธี เท่านั้น ได้แก่ แผ่นเจลซิลิโคน (silicone gel sheet) และการฉีดคอร์ติโคสตีรอยด์ (intralesional steroid injection) 
๑. แผ่นเจลซิลิโคน (silicone gelsheet) 
เป็นแผ่นซิลิโคนใสที่เหมาะสำหรับแผลเป็นที่มีสีแดงหรือสีคล้ำหรือนูน ซึ่งมีรายงานว่าเมื่อใช้แผ่นเจลซิลิโคนแล้วจะช่วยให้สีของแผลจางลงและแผลแบนราบลงได้
ในการใช้แผ่นเจลซิลิโคนนี้ไม่ควรจะใช้ในขณะแผลเปิด ควรเริ่มใช้ทันทีที่แผลปิดสนิทหรือหลังตัดไหมสำหรับแผลเย็บ โดยปิดแผ่นเจลซิลิโคนนี้ทับแผลเป็นหรือคีลอยด์เป็นระยะเวลานานมากกว่า ๑๒ ชั่วโมงต่อวัน (อาจเริ่มต้นด้วยระยะเวลาน้อยๆ และเพิ่มขึ้นจนมากกว่า ๑๒ ชั่วโมงต่อวัน) จะช่วยให้แผลเป็นนี้ยุบลงได้ โดยที่ไม่เจ็บ แต่ใช้เวลาอาจจะประมาณ ๔-๖ เดือน 
แผ่นซิลิโคนใสนี้ สามารถนำมาล้างทำความสะอาด ใช้สบู่ฟอก ใช้น้ำสะอาดล้าง แล้วผึ่งให้แห้ง นำมาใช้ปิดแผลเป็นได้จนกว่าจะปิดไม่อยู่ ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถใช้ได้นาน ๑๔-๒๘ วัน
๒. การฉีดยาคอร์ติโคสตีรอยด์ (Intra lesionalcorticosteroid) 
การฉีดยาสตีรอยด์ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ โดยเฉพาะศัลยแพทย์ตกแต่ง (plastic surgeon) จะฉีดยาสตีรอยด์นี้เข้าใต้ตำแหน่งของแผลเป็น ซึ่งจะช่วยให้แผลเป็นนั้นนุ่มลงและแบนราบลงได้ 
ยานี้ควรใช้เมื่อใช้แผ่นซิลิโคนใสแล้วยังไม่หายดี ขนาดของยาที่ใช้อยู่ระหว่าง ๑๐-๑๒๐ มิลลิกรัมต่อครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของแผลเป็น ควรให้ทุก ๔-๖ สัปดาห์ ซึ่งได้ผลพอใช้ได้ แต่ก็ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บขณะที่ฉีดยา และต้องมาฉีดเป็นระยะตามที่แพทย์นัด นอกจากนี้ ในบางรายอาจทำให้แผลยุบตัวและสีผิวเปลี่ยนได้ 
การใช้ทายาสตีรอยด์ทาบริเวณแผลเป็น จะช่วยบรรเทาอาการคัน ตึง ปวด เพื่อไม่ให้ลุกลามขึ้น แต่ไม่ช่วยให้แผลเป็นหรือคีลอยด์ยุบลงได้
๓. การผ่าตัด
การผ่าตัดจะช่วยจัดตำแหน่งร่องรอยแผลเป็นให้ดูดีขึ้นได้ แต่ทุกครั้งที่มีการผ่าตัดก็จะเกิดแผลเป็นใหม่แทนที่แผลเป็นเก่าเสมอ การผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์ได้ผลดีพอสมควร แต่ยังขึ้นอยู่กับขนาดของแผลเป็นด้วย
๔. การทาด้วยครีมวิตามินอี 
 มีบางรายงานที่อ้างว่า วิตามินอี ช่วยเร่งให้แผลหายเร็วขึ้น ซึ่งแพทย์บางคนแนะนำให้ใช้ แต่มีรายงานการศึกษาเปรียบเทียบขี้ผึ้งวิตามินอีกับยาหลอก พบว่าขี้ผึ้งวิตามินอีไม่ช่วยให้แผลเป็นดีขึ้นแตกต่างจากยาหลอก อีกทั้งมีรายงานการเกิดผื่นแพ้สัมผัสจากขี้ผึ้งวิตามินอี ถึง ๑ ใน ๓ ของผู้ที่ใช้ขี้ผึ้งวิตามินอีอีกด้วย 
   
การปล่อยให้แผลเป็นจางลงเองตามธรรมชาติ
 แผลเป็นอาจหดและจางลงได้เองในระดับหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้น ศัลยแพทย์ตกแต่งจำนวนมากจะแนะนำให้ทิ้งไว้เฉยๆ สัก ๑ ปี จนแผลจางลงเต็มที่ก่อนให้การรักษา
นอกจากนี้ การใช้แสงเลเซอร์ก็ได้ผลปานกลางขึ้นอยู่กับขนาด คีลอยด์ การใช้เครื่องสำอางตกแต่งแผลเป็น เป็นต้น
การรักษารอยแผลเป็นให้จางลงหรือหายสนิทเป็นทั้งความหวังและความสวยงาม ตลอดจนความมั่นใจในชีวิต 
    
อย่างไรก็ตาม ในท้องตลาดมักพบผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดที่โฆษณาหรือสื่อความหมายให้เข้าใจว่า ได้ผลดีช่วยให้รอยแผลเป็นหายได้ ไม่ว่าจะเป็นครีมต่างๆ หลายชนิด ซึ่งแพทย์ผิวหนังหลายท่านยืนยันว่าไม่ได้ช่วยให้รอยแผลเป็นจางลงเลย

 

 

 

ฟังเพลงเถิดชื่นใจ...ห้องคลอดมอบให้

 

 

รักวัยใส ไม่มีเพศสัมพันธุ์

ผู้ใหญ่มักเตือนสติลูกหลานว่าอย่าชิงสุกก่อนห่าม
นั่นคือ การสอนไม่ให้ทำสิ่งที่ยังไม่สมควรแก่วัย หรือยังไม่ถึงเวลา ซึ่งมักสอนในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร
แล้วเมื่อไหร่คือวัยอันสมควรและเหมาะสม
เราท่านควรเข้าใจเรื่องความรัก ความใคร่ของหญิงชายกันก่อนดีไหม

ความรัก ความใคร่...ชายหญิงไม่เหมือนกัน
ความรักและความใคร่มีความสัมพันธ์กัน เปรียบเสมือนวงกลม ๒ วงที่ซ้อนกัน
เซ็กซ์บางส่วนไม่มีความรักเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น การข่มขืน การขายบริการทางเพศ
แต่บางส่วนของความรักก็ไม่มีความใคร่เข้าไปเจือ ปน เช่น พ่อรักลูกสาว แม่รักลูกชาย คุณครูรักลูกศิษย์ รวมทั้งความรักต่างเพศแบบกัลยาณมิตร โดยไม่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว
ส่วนตรงกลางที่ซ้อนกันระหว่างรักกับใคร่ ก็เช่นความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา ซึ่งมีทั้ง ๒ ส่วน ประกอบกัน

ผู้หญิงมีความทุกข์ในเรื่องความรัก แต่ผู้ชายมีปัญหาเซ็กซ์ เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงและชายไม่เหมือนกัน
ฮอร์โมนเพศหญิง (estrogen) เป็นฮอร์โมนแห่งความรัก
ฮอร์โมนเพศชาย (testosterone) เป็น ฮอร์โมนแห่งเซ็กซ์และความก้าวร้าว
ผู้ชายส่วนใหญ่จึงสนใจหรือหมกมุ่นในเรื่องทางเพศมากกว่าผู้หญิง มีพฤติกรรมรุนแรงมากกว่า และสนใจกีฬาประเภทฟุตบอล ในขณะที่ผู้หญิงชอบอ่านหนังสือแนวโรแมนติก ติดละครโทรทัศน์และชอบช็อปปิ้งมากกว่าเพศชาย

นอกจากนี้ ผู้หญิงยังมีฮอร์โมนแห่งความเป็นแม่ (progesterone) ซึ่งจะหลั่งออกจากสมองเมื่อเห็นเด็กทารก ภาพลักษณ์ที่มีลักษณะอ้วนๆ กลมๆ จะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากอุ้มอยากกอด อยากดูแลเอาใจใส่...ผู้หญิงจึงเรียนพยาบาลมากกว่า ในขณะที่ผู้ชายไปเป็นทหาร

นอกจากฮอร์โมนแห่งความรักและความเป็น แม่แล้ว ผู้หญิงยังมีฮอร์โมนออกซีโทซิน (oxytocin) ผลทางกายคือทำให้มดลูกบีบตัวเป็นจังหวะ แต่ผล ทางจิตใจคือเป็นฮอร์โมนแห่งความผูกพัน จะหลั่งจากสมองใน ๓ กรณี ได้แก่
- หญิงตั้งครรภ์ท้องแก่ใกล้คลอด เมื่อมดลูก บีบตัวและคลอดลูกออกมา คุณแม่จึงรู้สึกผูกพันกับเด็กทันทีเมื่อตอนแรกเกิด
- ขณะที่คุณแม่ให้นมลูก สมองจะหลั่งฮอร์โมนออกซีโทซิน ทำให้แม่เกิดความผูกพันกับลูกน้อยในอ้อมแขน
- เวลาผู้หญิงมีเซ็กซ์กับผู้ชาย ฮอร์โมนออกซีโทซินหลั่งจากสมอง ทำให้มดลูกบีบตัวและผู้หญิงก็จะเกิดความผูกพันกับผู้ชายที่มีเซ็กซ์ด้วย

แต่ผู้ชายไม่มีฮอร์โมนออกซีโทซิน เพราะฉะนั้น โดยธรรมชาติแล้วเพศชายจึงไม่รักเดียวใจเดียว และไม่รู้สึกผูกพันกับผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ด้วย ในขณะที่ผู้หญิงหลายคนเข้าใจว่าผู้ชายคงรู้สึกแบบเดียวกัน คือผูกพันเป็นของกันและกัน

ผู้หญิงบางคนใช้เพศสัมพันธ์เป็นเครื่องมือในการผูกมัด แต่ผู้ชายส่วนใหญ่กลับรู้สึกหมดความตื่นเต้น หรือ "game over" แล้วไปแสวงหาความเร้าใจจากคนใหม่ต่อไป นำไปสู่ความผิดหวังเรื่องความรัก เพราะไม่เข้าใจธรรมชาติที่แตกต่างของชายหญิง

อารมณ์และการตื่นตัวทางเพศในวัยหนุ่มสาว มีธรรมชาติอยู่ ๓ ประการ คือ
๑. เป็นผลพวงของฮอร์โมนเพศชาย (testosterone) ผู้ชายมีมาก (ระดับสูงสุด ในช่วงอายุ ๑๕-๒๕ ปี) ส่วนผู้หญิง มีน้อย (ระดับสูงสุด ในช่วงอายุ ๓๐-๔๐ ปี) เด็กเล็กยังไม่มี และคนแก่ก็ลดลงกว่าตอนหนุ่มสาว
๒. ผู้ชายตื่นตัวทางเพศง่ายและรวดเร็วกว่าผู้หญิง ผู้ชายตื่นตัวง่ายเหมือนเตาแก๊ส ส่วนผู้หญิงตื่นตัวช้าเหมือนเตาถ่าน เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่าธรรมชาติของผู้ชายเป็นวัตถุไวไฟ
๓. สิ่งเร้าทางตากระตุ้นได้ไวที่สุด และรองลงมาคือทางผิวหนัง ผิวหนังส่วนที่ไวต่อการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวทางเพศเรียกว่า erogenous zone (พื้นที่สัมผัสเสน่หา หรือพื้นที่วาบหวิวสยิวเสียว)
นอกจากนี้ เรายังพบว่าผู้หญิงอาจมีการตื่นตัวทางเพศ ได้อีก ๒ กรณี ได้แก่
- เมื่ออยู่ใกล้คนรัก เพราะอารมณ์รักนำไปสู่ความปรารถนาในการมีสัมผัสทางผิวหนัง
- เมื่อมีไข่ตก (ช่วงกลางระหว่างรอบเดือน) และประมาณ ๑-๒ วันก่อนมีประจำเดือน (เนื่องจากฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงและมีเลือดเข้าไปคั่งในบริเวณอุ้งเชิงกรานมากกว่าปกติ)
ส่วนเพศชาย อาจเกิดการล่วงเกินกับฝ่ายหญิงได้ โดยมีเหตุปัจจัย ๒ ประการ ได้แก่
- อยู่ด้วยกันตามลำพังสองต่อสอง ในที่ลับหูลับตา แล้วบรรยากาศพาไป
- ฝ่ายหญิงแต่งตัวโป๊ล่อแหลม กระตุ้นเร้าการตื่นตัวทางเพศในฝ่ายชาย
ผู้หญิงจึงควรหลีกเลี่ยง ๒ สถานการณ์ดังกล่าว เพื่อป้องกันตนเองในเรื่องภัยทางเพศ

คำว่ารัก...คุณรู้จักแน่จริงหรือ
ความรัก คือความรู้สึกชื่นชมยินดีจนบังเกิดความปรารถนาขึ้น ซึ่งแบ่งเป็นปรารถนาที่จะให้หรือปรารถนาที่จะรับ พูดง่ายๆ คืออยากให้หรืออยากเอา
- ถ้าชื่นชมแล้วปรารถนาที่จะให้ก็เป็นรักแท้ หรือ "ความเมตตา" เช่น รัก ผูกพัน ปรองดอง ห่วงใย คิดถึง เห็นใจ เข้าใจ สามัคคี เอื้ออาทร เสียสละ และให้อภัย
- แต่ถ้าหากชื่นชมแล้วอยากเป็นฝ่ายรับก็เป็นรักเทียม หรือ "ความเสน่หา" เช่น ติดตา ตรึงใจ ชื่นชอบ หลงเสน่ห์ หลงใหล เคลิบเคลิ้ม โหยหา เป็นความรักที่เกิดขึ้นในวัยหนุ่มสาว

เมื่อใดก็ตามที่กล่าวถึงคำว่า "ความรัก" ต้องแยกให้ออกว่าหมายถึงรักแบบเมตตาหรือเสน่หา
ความรักอาจแบ่งได้เป็น ๔ เกรด ได้แก่
เกรด ๑ - รักใคร่ใฝ่กามา...ต้องการเพียงแค่มีการสัมผัสสัมพันธ์ แต่ไม่ต้องการความผูกพัน
เกรด ๒ - รักหวังวิวาห์มาคู่กัน...มีความผูกพัน (อยู่ไกล ใจคิดถึง - อยู่ใกล้ ใจเป็นสุข) แต่มีความหึงหวง ยึดถือเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
เกรด ๓ - รักปันแบ่งความสุข...เปลี่ยนจากความหึงหวงมาเป็นความห่วงใย ปรารถนาดีต่อกัน ใส่ใจในความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง
เกรด ๔ - รักยอมทุกข์เพื่อสุขเธอ...เป็นความรักแบบอุทิศ เช่น ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อบุตร
เซ็กซ์เปรียบเสมือนไฟ ความรักเปรียบเสมือนสายน้ำ...ทั้งไฟและน้ำต่างก็มีประโยชน์และโทษในตัวมันเอง ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ เราจึงต้องเรียนรู้ให้เข้าใจเรื่องความรักและความใคร่...การเรียนจนเกิดความรู้เท่าทันจะไม่ทำให้เราต้องเป็นทุกข์

ธรรมชาติของไฟ คือ มันเป็นลูกน้องที่ดี แต่เป็นเจ้านายที่เลว...เมื่อใดก็ตามที่เซ็กซ์ทำงานรับใช้เรา และเราควบคุมมันได้ เซ็กซ์จะทำให้เรามีความสุข แต่ถ้าเราตกเป็นทาสของเซ็กซ์ มันจะมีอำนาจบงการให้เราประพฤติในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ธรรมชาติของน้ำ คือมันทำให้เรือลอยก็ได้ ทำให้เรือจมก็ได้...จิตที่ขาดสติก็เหมือนเรือที่มีรูรั่ว พร้อมที่ จะจมลงสู่ห้วงรักเหวลึก แต่จงตั้งจิตให้เหมือนเรือที่ลอยอยู่เหนือน้ำ และให้สายน้ำนำพาชีวิตเราไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้
เราจึงเรียนรู้ให้เข้าใจเรื่องความรัก สัมมาทิฐิในเรื่องความรักจะไม่ทำให้เราต้องเป็นทุกข์

ผู้หญิง "ปฏิเสธ" อย่างไรให้ได้ผล
เพศสัมพันธ์ครั้งแรกของวัยรุ่นส่วนใหญ่มิได้เกิดขึ้นด้วยความพร้อม ที่มีการเตรียมตัวเตรียมใจอย่างดี แต่เป็นผลจากการอยู่กันสองต่อสอง บรรยากาศพาไป... หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้น คือหญิงสาวมักปฏิเสธไม่เป็น ทั้งๆ ที่เป็นทักษะที่สำคัญเพื่อการปกป้องตนเองมิให้ตกเป็นเหยื่อจากการล่วงเกินจากเพื่อนต่างเพศ

เรื่องนี้ถือเป็นจุดอ่อนของหญิงไทย เพราะเราถูกสอนมาให้ทำตัวเป็นคน "ว่านอนสอนง่าย" คราวนี้พอเจอผู้ชายมาทำอะไรที่เราไม่ชอบ เลยไม่กล้ามีปาก มีเสียง
ผู้หญิงใจอ่อนแต่ปากแข็ง เจอผู้ชายจู๋แข็งแต่ ปากหวาน เหตุการณ์มันก็เลยบานปลาย อย่างที่เห็นเป็นข่าวทุกวี่ทุกวัน

ประโยคไม้ตายที่ผู้ชายพูดเหมือนกันทั่วโลก เพื่อให้หญิงสาวยอมมีเซ็กซ์ด้วย "ถ้าเธอรักฉันจริง ก็ต้องยอมเป็นของฉัน ถ้าไม่ยอมก็แสดงว่าไม่รักกันจริง ถ้าอย่างนี้ฉันจะไปมีแฟนใหม่" ...พูดอย่างนี้แทนที่ผู้หญิงหลายคนจะเลือกไม่ยอมมีเซ็กซ์กับเขา แต่กลับไม่ยอมให้เขาไปมีแฟนใหม่

ทั้งๆ ที่การมีเซ็กซ์กับเขา ก็มิได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราคนเดียวตลอดไป
ในความเป็นจริง ผู้หญิงต้องตั้งสติให้ทัน แล้วคิดกลับประโยคให้ได้ว่า "ถ้าเขาไม่ยอมรับการปฏิเสธของเรา ก็แสดงว่าเขาไม่รักเราจริงเช่นเดียวกัน" อย่างนี้แล้ว ผู้ชายคนนี้สมควรเป็นแฟนเราต่อหรือไม่

มีคำพูดปฏิเสธของผู้หญิงจำนวนมาก พบว่าบางคำดีมาก มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิเสธ แต่มีอยู่หลายๆ คำที่พูดกันอยู่บ่อยๆ ถึงแม้ว่าไม่ได้ผลก็ตาม... ในที่สุดก็แยกแยะคำปฏิเสธทั้งหมดได้เป็น ๓ กลุ่มด้วยกัน

กลุ่มที่ ๑. : "ผู้หญิงจะจนตรอก แทนที่ผู้ชายจะเป็นฝ่ายจนมุม" ดูตัวอย่างคำพูดปฏิเสธต่อไปนี้
"อย่าดีกว่า เดี๋ยวคนอื่นเห็นหรอก"
"เกิดคนอื่นเขารู้ ฉันจะเสียหาย"
"เอาไว้วันหลังละกัน"
"ไม่ได้ กำลังมีเมนส์"
"เธอตรวจเอดส์หรือยัง"
"ถ้าเกิดท้องขึ้นมา จะทำยังไง"

ที่ปฏิเสธอย่างนี้ ส่วนใหญ่เป็นพวกเก่งในห้องเรียน (เก่งทฤษฎี) แต่อ่อนต่อโลก ในใจต่อต้านเต็มร้อย แต่พูด ไม่เต็มปากเต็มคำ ผลสุดท้ายแทนที่จะรอด เลยเสร็จ... เพราะพูดไปแล้วก็เจอลูกตื้อ ฝ่ายชายจะไล่ต้อนด้วยข้อกล่าวอ้างมากมาย เช่น
"ไม่มีใครเห็นหรอก เราอยู่กันแค่สองคนเท่านั้น"Ž
"ไม่มีใครรู้หรอก ถ้าเธอไม่ไปบอกใคร ฉันไม่ไปบอกคนอื่น ก็มีแค่เราสองคนเท่านั้นที่รู้"Ž
"วันนี้แหละดีที่สุด โอกาสดีๆ อย่างนี้หายาก วันนี้บรรยากาศดีด้วย"Ž
"มีเมนส์ก็มีเซ็กซ์ได้ แถมดีซะอีก ช่วงมีเมนส์ไข่ไม่ตก ไม่ท้องด้วย"Ž
"ฉันตรวจเอดส์แล้ว ไม่เป็นหรอก ไม่ต้องกลัว"Ž
"รับรองว่าไม่มีทางท้องแน่นอน ฉันเตรียมถุงยางไว้ตั้ง ๓ ชิ้น"Ž

กลุ่มที่ ๒ : "ไม่ยอมเสียตัว และไม่กลัวเสียแฟน" ถ้าคุณคิดว่าแผนแบบนี้สมควรจะเสีย ผมก็ว่าโอเค
"อย่ายุ่งกับฉัน"Ž
"อย่าหวัง ไม่มีทาง ฝันไปเถอะ"Ž
"ถ้าขืนทำ เราเลิกคบกัน แล้วจะแจ้งความด้วย"Ž
"เธอเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัว คบไม่ได้"Ž
"ฉันไม่อยากเสียตัวให้เธอ"Ž
หลักการปฏิเสธที่เหมาะสมและได้ผล คือ
๑. ความหมายของการปฏิเสธชัดเจน ไม่ให้ความหวังที่ไม่เป็นจริง
๒. ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายชายมีข้ออ้าง จนทำให้ฝ่ายหญิงจนมุม
๓. ไม่ทำให้ฝ่ายชายรู้สึกเสียหน้า ถูกตำหนิ จึงไม่เสียความสัมพันธ์ในฐานะแฟน หรือเพื่อนที่ดีต่อกัน

กลุ่มที่ ๓ : "ตอนนี้ไม่ยอม ตอนพร้อมค่อยมี" ถือเป็นประโยคคำพูดที่ดีและได้ประสิทธิผล
"ถ้ารักฉันจริง อย่าบังคับใจฉัน ฉันไม่อยากให้เธอทำอย่างนี้"Ž
"ไม่ดีหรอก ยังไม่ถึงเวลา ถ้ารักฉันจริง เธอต้องรอได้"Ž
"ยังไม่ถึงเวลาที่จะมีเพศสัมพันธ์กันตอนนี้ ไว้ต้องแต่งงานก่อน"Ž
"เธอเป็นผู้ชายที่ฉันรัก แต่ฉันพร้อมก็ต่อเมื่อเราแต่งงานแล้ว"Ž
"ฉันทำไม่ได้หรอก ถ้าฉันทำอย่างนั้น ฉันจะหมดศรัทธาตัวเอง"Ž
"ศาสนาของฉันถือว่าเป็นเรื่องผิด พ่อแม่และฉันยอมรับไม่ได้"Ž
จำง่ายๆ สั้นๆ ถ้าผู้ชายพูดว่า "ถ้าเธอรักฉันจริง เธอต้องยอมเป็นของฉัน"Ž
ผู้หญิงต้องกล้าพูดทันทีว่า "ถ้าเธอรักฉันจริง เธอต้องรอฉันได้...เธอเป็นผู้ชายที่ฉันรัก แต่ฉันพร้อมก็ต่อเมื่อเราแต่งงานแล้วเท่านั้น"Ž
ขอให้จดจำไว้ใช้ พูดให้ได้เมื่อเจอสถานการณ์ฉุกเฉิน ถ้าพูดเป็น ก็ไม่ต้องเสียรู้ เสียท่า เสียตัว และเสียใจ

กิจกรรมทางเพศ
การระบายความใคร่สามารถปฏิบัติได้ด้วย "กิจกรรมทางเพศ" ซึ่งมีหลากหลายวิธี แบ่งง่ายๆ เป็น ๒ ส่วน ได้แก่ การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ถือเป็นกิจกรรมทางเพศที่เหมาะสมที่สุดของวัยรุ่นและคน โสด

เพศสัมพันธ์ หมายถึง การมีกิจกรรมทางเพศกับคู่นอนหรือคู่สมรส ซึ่งมี ๒ ส่วน ได้แก่ 
- เพศสัมพันธ์ภายนอก หมายถึง เพศสัมพันธ์ ที่ไม่มีการ "เติมคำลงในช่องว่าง" ไม่ทำให้ตั้งครรภ์หรือติดเชื้อ
- ร่วมเพศ หมายถึง เพศสัมพันธ์ที่มีการ "เอาอะไรใส่เข้าไปในอะไร" มีการสัมผัสกับน้ำ และอาจมีบาดแผล ซึ่งเป็นทางเข้าของเชื้อเอชไอวี มี ๓ ช่องทาง
๑. โอษฐกาม (oral sex) คือการใช้ปากกระตุ้นอวัยวะเพศของอีกฝ่ายหนึ่ง
๒. ร่วมเพศทางช่องคลอด สามารถทำให้ตั้งครรภ์ได้
ร่วมเพศทางช่องทวารหนัก ไม่ทำให้ตั้งครรภ์ แต่โอกาสติดเชื้อเอชไอวีสูงสุด
๓. Safe Sex หมายถึง กิจกรรมทางเพศที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เรียงลำดับความปลอดภัยจากมากที่สุดไปน้อย ได้แก่
- การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง...ถือว่าเป็นความปลอดภัยสูงสุด
- เพศสัมพันธ์แบบภายนอก...เนื้อหนังเสียดสีกัน โดยไม่มีน้ำมาสัมผัส
- ร่วมเพศโดยสวมถุงยางอนามัย...มีความเสี่ยงอยู่บ้าง หากการสวมหรือถอดถุงยางผิดเทคนิค

ระดับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีจากการร่วมเพศ ได้แก่
๑. ออรัลเซ็กซ์-เสี่ยงน้อยถึงปานกลาง ถ้าไม่มีการหลั่งน้ำอสุจิในช่องปาก ถือว่าเสี่ยงน้อย ถ้ามีการหลั่งน้ำอสุจิในช่องปากถือว่าเสี่ยงปานกลาง (จะน้อยหรือปานกลาง ก็ต้องสวมถุงยางเสมอ)
๒. ร่วมเพศทางช่องคลอด-เสี่ยงมาก เพราะว่าเชื้อเอชไอวีมีความเข้มข้นสูงมากในน้ำกามและน้ำหล่อลื่นช่องคลอด สามารถติดทางบาดแผลเข้าสู่กระแสเลือดของอีกฝ่าย
๓. ร่วมเพศทางช่องทวารหนัก-มีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจาก
- ช่องทวารหนักไม่มีน้ำหล่อลื่นเหมือนในช่องคลอด การฉีกขาดจึงเกิดขึ้นได้ง่าย
- ช่องคลอดสามารถยืดหยุ่นขยายตัวได้ดี แต่ช่องทวารหนักมีหูรูดรัดตัวถึง ๒ ชั้น การฉีกขาดจึงเกิด ขึ้นได้ง่าย
- เยื่อบุผนังในช่องทวารหนักบางกว่าช่องคลอด การฉีกขาดจึงเกิดขึ้นได้ง่าย
- รอบๆ ช่องทวารหนักมีหลอดเลือดมาเลี้ยงมาก การติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดจึงเกิดขึ้นได้ง่าย

การร่วมเพศในช่วงมีประจำเดือน
ไม่ถือเป็นข้อห้ามทางการแพทย์ แต่มีข้อระวังคือเรื่องการติดเชื้อ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะปากมดลูกเปิดเพื่อขับเลือดประจำเดือนออกมา และเลือดก็เป็นแหล่งอาหารอย่างดีสำหรับเชื้อแบคทีเรีย
การร่วมเพศทางช่องคลอดขณะมีประจำเดือน จึงต้องรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี แต่หากหลีกเลี่ยงได้ ก็ควรเลี่ยง

การร่วมเพศในช่วงตั้งครรภ์
ไม่จำเป็นต้องงดการร่วมเพศ สามารถมีได้ตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์ ยกเว้นกรณีที่เคยมีประวัติ การแท้งลูกได้ง่ายในการตั้งครรภ์ครั้งก่อนๆ หรือร่วมเพศ แล้วมีเลือดออก ต้องปรึกษาสูตินรีแพทย์

หากการตั้งครรภ์ครั้งก่อนมีประวัติการคลอดก่อน กำหนด ก็แนะนำให้หลีกเลี่ยงการร่วมเพศในช่วงเดือนสุดท้าย เพราะขณะร่วมเพศ จะมีการบีบตัวของมดลูก อาจเป็นสาเหตุทำให้คลอดก่อนกำหนดได้

การร่วมเพศหลังคลอดบุตร
ต้องงดการร่วมเพศเป็นเวลานาน ๖ สัปดาห์ ซึ่งสามีภรรยาอาจมีกิจกรรมทางเพศร่วมกันได้โดยใช้ ออรัลเซ็กซ์ หรือเพศสัมพันธ์แบบภายนอก

พลังงานทางเพศ
มีคำศัพท์หลายคำที่มีความหมายในทางเดียวกัน ได้แก่ ราคะ (ภาษาทางพุทธ) แรงขับทางเพศหรือ sexual drive (ภาษาทางจิตวิทยา) ฮอร์โมนเพศ (ภาษาทางแพทย์) ทุกอย่างที่กล่าวนี้ปรากฏขึ้นเมื่อพวกเราทุกคนเติบโตจากเด็กเข้าสู่วัยรุ่น

ตัวการสำคัญคือต่อมใต้สมอง พอทำงานเต็มที่ก็หลั่งฮอร์โมนไปกระตุ้นรังไข่ และอัณฑะเพื่อผลิตฮอร์โมนเพศหญิงและชาย ทำให้มนุษย์ทั้งชายหญิงเกิดความสนใจ และเกิดการตื่นตัวทางเพศ...ในขณะเดียว กันมันก็เป็น "พลังงาน" แห่งชีวิต มีผลให้หนุ่มสาวเป็นวัยแห่งความกระตือรือร้น มองชีวิตมีชีวา สดชื่นแจ่มใส มีกิจกรรมในชีวิตมากมาย

๑. การแปรรูปพลังงานทางเพศในแนวขวาง ได้แก่ กิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้เสียเหงื่อ เสียกำลัง อ่อนเพลีย หมดแรง เช่น เล่นกีฬา ออกกำลังกาย ในที่สุดเราจะเหลือเรี่ยวแรงน้อยลงจนไม่ต้องมาหมกมุ่นในเรื่องทางเพศ
ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้มีการออกกำลังกาย มิใช่เพียงแค่เพื่อป้องกันปัญหายาเสพติดเท่านั้น แต่เพื่อมิให้มุ่งมั่นแต่เซ็กซ์
๒. การแปรรูปพลังงานทางเพศในแนวตั้ง ได้แก่ กิจกรรมต่างๆ ในการพัฒนาสติปัญญา ความสามารถ และยกระดับจิตวิญญาณ เช่น การตั้งใจเรียน ความสนใจในศิลปะ ดนตรี ความใกล้ชิดและดื่มด่ำกับความงดงามของธรรมชาติ การพัฒนาฝึกจิต ค้นหาความหมายของชีวิต จนจิตปล่อยวางความหลงใหลยินดีในกามคุณ

ความเข้าใจตนเองและเพศสัมพันธ์ มีส่วนช่วยให้เยาวชนมีความยับยั้งชั่งใจในเรื่องของความรักและเพศสัมพันธ์
การกระทำใดๆ ก็ตาม ล้วนส่งผลต่อตนเองและผู้อื่นไม่มากก็น้อย

 

 

 

 

 

โรงพยาบาลบางขัน อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช 80360 โทร.075 - 371025 เฟ็ก 075 - 371024